By | July 10, 2017

นวนิยาย

เรื่องสั้น และนวนิยายสมัยใหม่ในประเทศไทยเกิดพร้อมๆ กับการรับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมอื่น ๆ จากชาติตะวันตก ในปี พ.ศ. 2378 คณะมิชชันนารีอเมริกันได้นำเทคนิควิทยาการการพิมพ์เข้ามาในประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยเกิดเมื่อ ปี พ.ศ. 2400 ชื่อ “ราชกิจจานุเบกษา” และทำให้เกิด หนังสือพิมพ์ตามมากอีกหลายฉบับ

สำหรับการแต่งนวนิยายเป็นเรื่องแรกนั้นผู้รู้หลายท่านมักจะกล่าวว่าเรื่อง “สนุกนิ์นึก”ซึ่งแต่งโดยกรมหลวง    พิชิตปรีกำเนิดของเรื่องสั้น  และนวนิยายสมัยใหม่ในประเทศไทยเกิดพร้อม   ๆ    กับการรับอิทธิพลด้านวัฒนธรรมอื่น ๆ จากชาติตะวันตก ในปี พ.ศ. 2378  คณะมิชชันนารีอเมริกันได้นำเทคนิควิทยาการการพิมพ์เข้ามาใน ประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของไทยเกิดเมื่อ  ปี พ.ศ. 2400 ชื่อ “ราชกิจจานุเบกษา”  และทำให้เกิด หนังสือพิมพ์ตามมากอีกหลายฉบับ

สำหรับการแต่งนวนิยายเป็นเรื่องแรกนั้นผู้รู้หลายท่านมักจะกล่าวว่าเรื่อง “สนุกนิ์นึก”ซึ่งแต่งโดยกรมหลวง พิชิตปรีชาการ    ซึ่งตีพิมพ์หนังสือวชิรญาณวิเสศ   (แผ่น 28 วันที่ 6 เดือน 8  ปีจอ  อัฐศก  1248)   เป็นเรื่องแต่ง  ที่มีแนวโน้มจะเป็นนิยายเรื่องแรกของไทยที่แต่งเลียนแบบนวนิยายตะวันตก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็แต่ง    ได้เพียงตอนเดียวก็ถูกระงับ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหากระทบกระเทียบต่อศาสนาในสมัยนั้น นวนิยายเต็มเรื่อง   เรื่องแรกของไทยเป็นนิยายแปลเรื่อง “ความพยาบาท” ที่ แม่วัน แปลมาจากหนังสือชื่อ vandetta ของ marie corelli ซึ่งตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในหนังสือลักวิทยา ในช่วงปี พ.ศ. 2445 และหลังจากนั้น ก็สร้างแรงจูงใจให้ “ครูเหลี่ยม” เขียนนวนิยายไทยที่เป็นเนื่องเรื่องแบบไทยแท้ล้อเลียนเรื่องแปลของแม่วัน โดยใช้ชื่อว่า “ความไม่พยาบาท” ในปี พ.ศ. 2458

งานเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายมีวิวัฒนาการเรื่อยมา จนกระทั่งช่วง พ.ศ. 2471-2472 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลา ที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งของประวัติวรรณคดีไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เกิดนักเขียนซึ่งทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจ ให้มีการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายในยุคต่อมา คือ ในปี พ.ศ. 2471 กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพาแต่ง”ลูกผู้ชาย” ซึ่งได้รับความนิยมมาก พ.ศ. 2472 ดอกไม้สด แต่ง “ศตรูของเจ้าหล่อน” และ หม่อมเจ้าอากาศ ดำเกิงรพีพัฒน์ แต่ง “ละครแห่งชีวิต”

นักเขียนทั้งสามท่านเขียนเรื่องราวออกมาจากโดยใช้พล็อต หรือแนวเรื่องแตกต่างจากนวนิยายต่างประเทศ ในสมัยนั้น ทำให้นักเขียนทั้งสามท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดการเขียนซึ่งวางโครงเรื่องเป็นแบบ ไทย และเป็นต้นแบบการเขียนนวนิยายมาจนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้เรื่องสั้น และนวนิยายถูกนับว่าเป็นบันเทิงคดี คือเรื่องที่แต่งขึ้นมาจากจินตนากรของผู้เขียนเป็นส่วนใหญ่ แต่นวนิยายก็มีประโยชน์และมีคุณค่าในตัวของมันเอง เรื่องสั้นและนวนิยายสามารถบอกเรื่องราว และความนึกคิด ของคนในสมัยต่าง ๆ ได้ เช่น เรื่องสี่แผ่นดิน ของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่สะท้อนเรื่องราวของชีวิตไทยในอดีต เรื่องราวของสงครามโลกครั้งที่สองใน คู่กรรม เป็นต้น

นวนิยาย” กับคำว่า “นิยาย” แตกต่างกันอย่างไร

หรืออาจเป็นเพราะต้องการตัดคำให้สั้นขึ้น เพื่อสะดวกในการเรียกอย่างนั้นหรือ…อันที่จริงคำว่า“นวนิยาย”  กับ”นิยาย”นั้น มีความแตกต่างกันในบางรายละเอียด แต่ก็ยังมีความสัมพันธ์กันอยู่  คำว่า”นวนิยาย”  นั้นจะหมายถึง  เรื่องที่แต่งขึ้นจากความจริงหรือจินตนาการของผู้เขียน โดยมีเนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่ซับซ้อน  เข้าถึงตัวละครแต่ละตัวได้อย่างดี  ส่วนคำว่า “ นิยาย” นั้น จะมีเนื้อหาและการดำเนินเรื่องที่ตรงไป ตรงมา  ไม่ซับซ้อนเท่าที่ควร  เน้นการเล่าเรื่องและการสนทนาโต้ตอบเป็นสำคัญ   เนื้อเรื่องจะวนเวียนอยู่กับเรื่องของความรัก  เรื่องผี  หรือบู๊ล้างผลาญ  ส่วนหน้าปกก็มักนิยมนำรูปของดาราวัยรุ่นมาเป็นจุดเรียกร้องความสนใจของผู้ซื้อ

เนื่องจาก”นวนิยาย” กับ”นิยาย”  มีความคล้ายคลึงและเกี่ยวเนื่องกันอยู่  เพราะจุดประสงค์โดยรวมแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายหรือนิยายของนักเขียนทุกคนต่างก็ต้องการที่จะนำเสนอผลงานของตัวเองเพื่อป้อนตลาด  และคำนึงถึงความต้องการของผู้ซื้อ  ดังนั้นเนื้อหาที่ปรากฏในนวนิยาย หรือนิยาย ทั้งจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึง  เรื่องราวความรัก และเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องและ สอดคล้องกับสภาพทางสังคมและรูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในสังคมที่เป็นอยู่ในแต่ละยุคนั้นๆ   และหากจะพิจารณาในแก่นของเรื่องแล้วก็จะพบเรื่องราวของการต่อสู้ ปนด้วยความรักที่ยังมีการแง่งอน  ทะเลาะกันระหว่างตัวละครเอกในเรื่อง  ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้สังเกตได้ว่านวนิยาย  ที่ออกมาในแต่ละยุคสมัยจะมีความซ้ำกัน และวนเวียนไปมา ดังนั้นนวนิยายจึงมีลักษณะที่เหมือนกับ “การพายเรืออยู่ในอ่าง”  ลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้คำว่านวนิยาย  หรือนิยาย น้ำเน่าเกิดขึ้น   ดังเช่นในแนวความคิดของ  ชูศักดิ์   ภัทรกุลวณิชย์  ที่ได้เสนอความคิดเห็นผ่านบทความที่ชื่อ  “ทศวรรษหน้าของนวนิยายไทย” (นิตยสาร “สารคดี” ฉบับที่ 142 ปีที่ 12 เดือนธันวาคม 2539 )

ชูศักดิ์ได้กล่าวไว้ว่า  “การที่กลุ่มนิยาย หรือนิยายในแนวโรมานซ์ได้รับความนิยมก็เนื่องมาจากการที่ผู้อ่านมีความผูกพันกับนักเขียนเป็นรายบุคคล หรือชื่นชอบนวนิยายแนวนั้นเป็นการส่วนตัว  จึงทำให้ผู้เขียนต้องสร้างเอกลักษณ์อย่างชัดเจน จึงทำให้นวนิยายต้องอยู่ในกรอบของตนเอง  ดังนั้นการที่จะเรียกร้องให้นวนิยายยอดนิยมเลิกทำตัวเป็นนวนิยายน้ำเน่า  นั้น นับว่าเป็นการเรียกร้องในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย  เพราะหัวใจของนวนิยายยอดนิยมอยู่ที่ความเป็นน้ำเน่า   ของนวนิยายประเภทนี้  ตรงประเด็นนี้เองที่ผู้เขียนมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับคำกล่าวของ ชูศักดิ์ในข้างต้น  ดังนี้

  • ประการที่1.   ในปัจจุบันนวนิยายที่แต่งขึ้นนั้นจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตของผู้คนในสังคมดังนั้นนักเขียนจึงได้นำเนื้อหา  เรื่องราวต่างๆจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างมาเป็นองค์ประกอบในงานเขียนของตนเอง แต่เนื้อเรื่องก็ยังหลีกหนีไม่พ้นจากการที่พระเอกรักนางเอกข้างเดียว  หรือเป็นเรื่องที่ความรัก ต้องถูกกีดกัน แต่สุดท้ายก็ลงเอยกันด้วยดี  หรือจะต้องมีการแย่งความรักกันจนเป็นเรื่องชุลมุน  ดังเช่น  นวนิยาย เรื่อง รอยมาร ของพัดชา  หรือปริศนา ของ วณ.ประมวญมารค  เป็นต้น   ดังนั้นนวนิยายในกลุ่มนี้จึงเป็นที่ชื่นชอบ ของกลุ่มผู้อ่านจำนวนมาก  และเมื่อนำมาทำเป็นบทละครทางโทรทัศน์แล้วก็ยิ่งทำให้ผู้อ่านติดตามดูและชื่นชอบนวนิยายเรื่องนั้นเป็นอย่างมาก  จนต้องไปซื้อหานวนิยายเรื่องนั้นมาอ่านกันหลายๆ รอบ
  • ประการที่ 2.   นวนิยายต่างๆ ที่นักเขียนได้นำเสนอออกมาหลายต่อหลายเรื่องนั้น ถึงแม้จะมีการแสวงหาแนวคิด  และกลวิธีในการผูกเรื่องให้มีความให้มีความแตกต่างต่างนวนิยายที่ผ่านมาของตนเอง  หรือของนักเขียนคนอื่นก็ตาม  แต่เรื่องราวก็ยังไม่หลุดพ้นจากเรื่องของความรัก  การต่อสู้  และการแสวงหาสัจธรรมความจริงของชีวิต   ลักษณะเช่นนี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไปในสังคม   เป็นความจริงที่เกิดได้ไม่มากก็น้อย   ดังนั้นนักเขียนที่มีแนวความคิดที่จะนำเรื่องทางสังคมมาผสมผสานในงานของตัวเองมากขึ้น  ทำให้นวนิยายมีเนื้อหาและลักษณะของการดำเนินเรื่องที่แปลกใหม่เป็นจำนวนมาก และลักษณะของความแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นมากมายขนาดนี้จึงทำให้เนื้อหาของนวนิยายมีลักษณะวนเวียน  ซ้ำไป ซ้ำมา  เหมือนการพายเรือในอ่าง ซึ่งในลักษณะดังกล่าวทำให้นวนิยายของไทย ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากความเป็นน้ำเน่าได้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งนวนิยายหรือนิยายไทยนั้นยังคงมีกลิ่นไอของความเป็นน้ำเน่าแฝงอยู่ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด  เพราะนักเขียนยังต้องเอาใจกลุ่มผู้อ่านเป็นสำคัญ  เพราะผู้เขียนมีความเข้าใจดีว่าในแต่ละยุคนั้น กลุ่มผู้อ่านมีความสนใจในเรื่องประเภทใด  ผู้เขียนนวนิยายจึงได้สร้างงานเขียนของตัวเองให้ออกมาตรงตามความชอบของผู้อ่าน  เพื่อให้กลุ่มผู้อ่านเกิดการยอมรับ และสนใจที่จะซื้อหาอ่านงานต่างๆ เหล่านั้น  ผลสืบเนื่องที่สำคัญแก่งานเขียนของไทยมากที่สุดอันดับหนึ่ง  จากการที่มีคนไทยไปรับการศึกษาในยุโรปก็คือ การรับเอาวรรณกรรมในรูปแบบที่เรามาเรียกว่า”นวนิยาย”และ”เรื่องสั้น”เข้ามาในประเทศไทย